เลือกประกันชีวิตอย่างไร

ประกันชีวิตแบบไหนเหมาะกับคุณ 6 ประเภท เลือกอย่างไรให้ตรงใจ

อัปเดตล่าสุด: ตุลาคม 2569

ประกันชีวิต คือสัญญาที่ชดเชยการสูญเสียรายได้จากการเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุในกรมธรรม์ให้ผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ ประกันชีวิตมีหลายประเภท แต่ละแบบตอบโจทย์ต่างกัน การรู้จักให้ครบช่วยให้ไม่ซื้อผิดตัว

ประกันชีวิตมีไว้เพื่ออะไร

  • เพื่อความคุ้มครอง ถ้าเราเสียชีวิต ครอบครัวยังอยู่ต่อได้ หนี้สินไม่ตกเป็นภาระคนข้างหลัง
  • เพื่อการออม ช่วยออมอย่างมีวินัย มีระยะเวลาชัดเจน ได้รับเงินตามสัญญา

ประกันชีวิต 6 ประเภท (ตามการแบ่งของ คปภ.)

ประเภท ระยะคุ้มครองทั่วไป การส่งเบี้ย เหมาะกับ
ชั่วระยะเวลา (Term) 5–20 ปี หรือถึงอายุ 60–65 ปี ส่งตามระยะคุ้มครอง เบี้ยต่ำที่สุด ปิดความเสี่ยงช่วงมีภาระ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ลูกยังเล็ก
ตลอดชีพ (Whole Life) ถึงอายุ 90–99 ปี ส่งสั้น 10, 15, 20 ปี หรือส่งยาว สร้างมรดก และเป็นสัญญาหลักให้แนบประกันสุขภาพได้ยาวที่สุด
สะสมทรัพย์ (Endowment) 10–25 ปี บางแบบถึง 99 ปี 5, 10, 15, 20 ปี ออมเงินให้ถึงเป้าหมาย พร้อมลดหย่อนภาษี
บำนาญ (Annuity) จ่ายเงินหลังอายุ 55–60 ถึง 85–90 ปี ตั้งแต่ 5 ปี จนถึงก่อนเกษียณ สร้างรายได้ประจำหลังเกษียณ
ควบการลงทุน (Unit-linked) ยาวถึง 99 ปี ถ้ามูลค่ากองทุนพอ ยืดหยุ่น บางแบบจ่ายครั้งเดียว คนที่อยากปรับทุนประกันได้ และรับความเสี่ยงการลงทุนได้
ผู้สูงอายุ ถึงอายุ 85–90 ปี เลือกได้หลายระยะ ไม่ต้องตรวจสุขภาพในหลายแบบ อายุ 50 ปีขึ้นไปที่อยากมีเงินก้อนเป็นมรดกหรือค่าจัดการงานศพ

ระยะเวลาเป็นลักษณะทั่วไปในตลาด รายละเอียดจริงขึ้นกับแต่ละแบบประกัน

สิทธิในกรมธรรม์ที่ควรรู้ (5 อย่าง)

  1. เงินเมื่อครบสัญญาหรือเสียชีวิต ได้รับจำนวนเงินเอาประกัน หรือมูลค่าเวนคืน หรือร้อยละของเบี้ยที่จ่ายมา แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า (ตามที่กรมธรรม์กำหนด)
  2. เวนคืนกรมธรรม์ ยกเลิกสัญญาแล้วรับเงินตามตาราง มักได้น้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป
  3. ใช้มูลค่าใช้เงินสำเร็จ หยุดส่งเบี้ยแต่ยังคุ้มครองจนครบสัญญา โดยทุนประกันลดลงตามตาราง
  4. ขยายระยะเวลา หยุดส่งเบี้ยแต่ได้ทุนเท่าเดิม โดยระยะคุ้มครองสั้นลงตามตาราง
  5. กู้เงินตามกรมธรรม์ กู้จากมูลค่าเงินสดของตัวเองโดยกรมธรรม์ยังมีผล เสียดอกเบี้ยตามสัญญา ถ้าขาดส่งเบี้ย บริษัทอาจกู้อัตโนมัติมาจ่ายให้จนมูลค่าเงินสดหมด

สิทธิเหล่านี้มีไว้ใช้ยามจำเป็น ประโยชน์สูงสุดมักได้เมื่อถือจนครบสัญญา

เลือกประกันชีวิต ดู 4 เรื่องนี้

1. ความคุ้มครองและระยะเวลา

ถามตัวเองว่าต้องการคุ้มครองช่วงไหน ถ้าห่วงช่วงที่มีภาระ ประกันชั่วระยะเวลาคุ้มค่าที่สุด ถ้าต้องการมรดกหรือสัญญาหลักไว้แนบประกันสุขภาพ ควรเลือกตลอดชีพ อยากรู้ว่าควรมีทุนเท่าไหร่ ดู วิธีคำนวณทุนประกันชีวิตด้วยสูตร DIME

2. ภาระการส่งเบี้ยและสิทธิภาษี

ระยะส่งเบี้ยควรอยู่ในช่วงที่มีรายได้ประจำ และถ้าต้องการลดหย่อนภาษี ประกันชีวิตลดได้สูงสุด 100,000 บาท ประกันบำนาญลดเพิ่มได้อีก 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท (อ่าน ประกันลดหย่อนภาษี 2569) ส่วนประกันควบการลงทุน ลดหย่อนได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าการประกันภัย

3. สภาพคล่อง

  • สะสมทรัพย์บางแบบมีเงินคืนระหว่างทาง ใช้เสริมสภาพคล่องได้เล็กน้อย
  • บำนาญจ่ายเป็นงวดหลังเกษียณ
  • ประกันทั่วไปแปลงเป็นเงินสดได้ผ่านการเวนคืนหรือกู้ แต่มักได้น้อยกว่าเบี้ยที่จ่าย จึงไม่ควรนับเป็นสภาพคล่อง
  • ควบการลงทุนขายหน่วยลงทุนออกมาได้โดยไม่ต้องกู้ แต่ต้องเหลือมูลค่าพอจ่ายค่าการประกันภัยงวดถัดไป

4. ช่องทางการซื้อ

  • ผ่านธนาคาร (นายหน้า): ซื้อง่าย ส่วนใหญ่เป็นสะสมทรัพย์ แต่ผู้ดูแลอาจเปลี่ยนตามการโยกย้ายพนักงาน
  • ผ่านตัวแทนหรือที่ปรึกษา: ได้คำแนะนำต่อเนื่องและบริการหลังการขาย ควรเลือกคนที่มีใบอนุญาต อธิบายข้อดีข้อจำกัดตรงไปตรงมา
  • ซื้อออนไลน์โดยตรง: แบบไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขเอง

สรุป

ประกันชีวิตที่ดีคือแบบที่ตรงกับ “ช่วงชีวิต” และ “เป้าหมาย” ของเรา ไม่ใช่แบบที่ดังที่สุด เริ่มจากรู้ว่าต้องการความคุ้มครองเท่าไหร่ ช่วงไหน ส่งเบี้ยได้เท่าไหร่ แล้วค่อยเลือกประเภทที่เหมาะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรมีประกันชีวิตแบบไหน?
ปรึกษาฟรีทาง LINE: Doctor S Planner เล่าภาระและเป้าหมายให้ฟัง แล้วรับคำแนะนำที่เหมาะกับคุณ

บทความนี้เพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่การเสนอขายผลิตภัณฑ์ใดโดยเฉพาะ · ผู้ซื้อประกันควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง · ประกันควบการลงทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น